Review for publications an conferences

December 3, 2010

เมื่อเที่ยงไปนั่งฟังหัวข้อที่เกี่ยวกับการตรวจสอบบทความเพื่อการตีพิมพ์และคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบรวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ในการส่งบทความหรือผลงานเข้าร่วมการประชุมด้วย งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ professional Forum ที่ก็มีจัดเกือบทุกศุกร์ที่โรงเรียนโดยจะเน้นน้องๆปีเด็กๆ เมื่อแรกเข้าไปก็อืม…เด็กๆ ทั้งนั้น (ในที่นี้หมายถึงปีรุ่นน้อง อายุหน่ะอีกเรื่องนะ🙂 นั่งไปอีกสักพักค่อยใจชื้น เอ่อเพื่อนรุ่นเดียวันเดินเข้ามา เฮ้อโล่ง …
มีอยู่สองเรื่องที่ฟังๆ แล้วก็ขำดีเลยเกิดอยากเขียน Entry สั้นๆ นี้

เรื่อง (ที่เราคิดว่าตลก) เรื่องแรกก็คือ อ.ที่ถูรับเชิญมาพูดเรื่องนี้ (เอ่อ ได้ยินชื่อเสียงมานาน เป็น อ.ใหม่ ยังเด็กๆ น่ารักดีแฮะ)แต่คิดว่าประสบการเป็นผู้ตรวจสอบบทความเนี่ยน่าจะเพียบ อ.เล่าว่าตอนเรียน ป.เอก งานชิ้นแรกที่ได้รับให้ตรวจทานก็คือของท่านคณะบดีที่ ร.ร. พวกเราเองในปัจจุบัน (ตอนนั้นก็เป็นคณะบดีแล้วมั้ง เพราะอยู่ในตำแหน่งยาวนานเหลือเกิน) โอ้โฮ ไร้ที่ติโดยมิน่าสงสัย .. ผ่านฉลุย คิดเอาเองว่าถ้าเป็นเราได้รับเกียรติอย่างงี้บ้าง (อ้อ นักเขียนจะไม่รู้หรอกว่าใครเป็นผู้ตรวจงานเรา) แล้วเกิดเราไม่ปล่อยผ่าน คงขำพิลึก

เรื่องที่สองขำกว่า มีรุ่นพี่อีกคนเล่าว่าเคยส่งงานเพื่อตีพิมพ์กับวรสารฉบับหนึ่ง และเนื้อหาก็มีบางส่วนที่อ้างอิงถึงงานเขียนของตัวเอง ได้รับคำวิจารณ์ว่าต้องกลับไปอ่านงานที่ตัวเองอ้างอิง (ก็งานของเจ้าตัวเองนั่นแหละ) บอกว่ายังเข้าใจไม่ลึกซึ้ง … เอ่อ…. No comment!

แค่นี้แหละเรื่องคาใจวันนี้
…จบ…

Accessible prescription technology for persons with visual impairment and others

October 20, 2010

Yesterday I joined the ACB local chapter, Indiana. There was a presentation about accessible prescription technology/legislative initiative Accessible perscription technology/legislative initiative by Ms. Vicky R. Horstman, an accessible technologies consultant and trainer, Votech Rehab LLC. Think the information is interesting and just want to share.
Below is my brief/dirty notes.

Online: http://www.VotechRehab.com

Discussion about Some possible technology sollutions that already exist. There are both low and high technologies available.
Below are 4 types of demonstrated devices. (The first 3 units are the low cost prescription tools)

1. Tel-Rx Talking Prescription Recorder
http://www.maxiaids.com/store/ProdView.asp?idProduct=1826&product=Tel-Rx-Talking-Prescription-Recorder
– 20 Sec for recording.
– Ask people to do recording to the device and attach it with your medication.
– Button on the top right and rubber band on the left.
– If slide button at the back you will erase all of the information.
– $14.95 per unit.
– Cos’ recording is limited, you may not get the whole info.

2. Talking Labels device
http://www.maxiaids.com/store/ProdView.asp?idProduct=5996&product=Talking-Labels
– There’s a button at the back together with recording button.
– More designed/fashionable.
– 20 Sec. for recording.
– $12.95
– Much better/clearer sound.
– Work on battery.
– It There is a clip to stick with the box.

3. Talking Rx
http://www.maxiaids.com/store/prodView.asp?idproduct=44&idstore=6&product=Talking-Rx
– Bottle is put inside this unit.
– Limited to 20 sec. for recording.
– $25 per unit.
– It can be adjusted by 3 sizes of the unit for you to choose.

4. Script talk
(this is the unit that Walgreens is testing).
http://www.envisionamerica.com/products/scriptalk/scriptalk-station-for-patients/
– $425 for the pharmacy
– $225 for the users.
– Working with AFB and mediCare support.
– Large unit, just hang it on the wall.
– There’re buttons for volume, skipping (by details), on/off, read/stop, etc.
– Pharmacist doesn’t need to rerecord anything. The computer will generate the label. Just scan the label with there.
– The unit comes with hardware, software, and label that will be used to stick with the unit.
– Can work on both electrical or plugin.
– First unit come with 100 lables.

Summary:
These devices can be beneficial to not only persons with low vision, but also, the ones who have reading disability, or the eldery people.
Only 10% of VIP who can read Braille in the US.

NB: There’s Braille menu available in the MC Donald in America!

What’s going on!

February 16, 2010

จู่ ๆ วันนี้ก็เกิดอยากเขียนบันทึกประจำวันขึ้นมาแฮะ น งั้นอย่าพูดพร่ำเริ่มกันเลยดีกว่า
ช่วงเช้ามีนัดกับทาง ATC (เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์คอมที่นี่ที่ตั้งขึ้นมาช่วยนักเรียนพิการโดยเฉพาะ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังเพิ่งเติมนะ แต่แอบกระซิบบอกก่อนอย่างนึงว่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ใจดีทุกคนเลย) พบกับเจ้าหน้าที่ห้องสมุดในส่วนของโปรแกรม citation manager ที่ ม. เราเลือกใช้ EndNote คือว่าเราไปเปรยแกมบ่นว่าเราใช้โปรแกรมนี้ไม่ค่อยได้ เค้าก็เลยจัดการประชุมเฉพาะกิจนี้ขึ้น ยังมีอะไรมากที่เกี่ยวกับการให้บริการสำหรับนักเรียนพิการด้านเทคโนโลยีรวมถึงด้านอื่น ๆ ที่เราอยากจะเขียนเล่า แต่มันออกจะหนักไปแล้ววันนี้ก็ไม่ค่อยมีอารมณ์ทางการขนาดนั้น งั้นแปะไว้ก่อน
เสร็จจากการประชุมก็เที่ยงพอดี แวะไปตามเรื่องเอกสารที่โรงเรียนแป๊บ (มันก็อยู่ระแวกเดียวกันนั้นแหละ และนี่ก็คือข้อดีของการเรียน library school อีกอย่าง) หิวล่ะสิ แวะไปห้องอาหาร คนเพียบเลย ก็เดินโชว์ตัวหาที่วนไปเกือบสุดห้องก็เจอ ที่ว่าเดินโชว์ตัวหน่ะเป็นคำเปรียบแบบใกล้เคียง กว่าจะเล็งได้ก็ต้องเฉียดไปใกล้ ๆ คนที่นั่งกินอยู่ก็คงแปลกใจว่ายายนี่มาด้อม ๆ มอง ๆ ทำไม โถๆ เข้าใจกันหน่อยนะแบบว่ามองไม่เห็นเกินระยะสองเมตรหน่ะ
จัดแจงวางข้าวของเสร็จก็เดินไปสั่งอาหาร อันนี้ก็อีกนั่นแหละ เทคนิกของเด็กต่างชาติที่ไม่สันทัศน์เรื่องภาษาตาก็ไม่ค่อยดี มองอาหารไม่ชัดก็ต้องงัดเอาเทคนิเดิม ๆ คือถามหน่ะ แต่เฮียตอบมาฟังไม่ออกหน่ะสิ อย่าได้ตกใจไป ให้เนียน ๆ ไว้แล้วตั้งสติทวนเอาคำที่คิดว่าพอตามไหว อย่างเมื่อกลางวันกินอะไรนะ … อ้อ อะไรชื่อยาว ๆ pot จับได้อีกคำ mash poteto อ้า นั้นแหละจัดมาชุดนึงรอดไปอีกครา ส่วนอาหารคืออะไร กินได้ไม่ได้เป็นไม่เป็น อีกเรื่องแล้วแต่กรรมเฉพาะตน แต่จะว่าไปก็ดีนะ มันได้ลุ้นหน่ะ ได้ลองด้วย ไม่ทำให้เรายึดติด เอออันหลังมันเกี่ยวเป่าละเนี่ย
ขอแว้บนิด พูดถึงสำเนียงภาษาประกิจที่ฟังไม่ออก วันก่อนเติมตังมือถือ ซึ่งที่จริงก็ใช้แบบวิธีกดรหัสตัดบัญชี แต่นี่กดไปสามรอบละระบบไม่เวิร์ค ก็ส่งสายเข้าศูนย์ แล้วตามศูนย์บริการพวกนี้ ส่วนใหญ่จะจ้างพนักงานที่ไม่ใช่ฝรั่งพันธ์แท้ นั่นหน่ะไม่มีปัญหาหรอกแต่ที่มีก็สำเนียงที่ฟังไม่ออก ตะแคงหูหลายตะหลบก็เหมือนเดิม เสียเวลาพอตัว แต่ก็นะ ตัดบัญชีมีตังโทรต่อก็โอละ

วนกลับมากิน เปิดคอม เนต wireless ต่อติด ๆ หลุด ๆ ธรรมดาจะดูรายการทีวีไทย แต่แบบนี้ก็ไม่ไหวเสียงอารมณ์ เปลี่ยนเป็นฟังเพลงแทนละกัน พอดีวันก่อนมีน้องส่งอัลบั้มเก่า ๆ ของแกรมมี่ก็ฟังซะหน่อย ฟังไปกินไป เพลงเก่า ๆ สิบปีได้มั้ง นั่งนึก ๆ อึมนะ สิบปีก่อนเราอยู่ไหน ก็คงคล้าย ๆ กัน ในโรงอาหารของ ม. เหมือนกัน เป็นนักเรียนเหมือนกัน แต่คนละที่คนละประเทศ แถมแก่ลงอีกต่างหาก เพื่อน ๆ ที่เคยเล่นหัวก็หาย ที่จริงตอนเรียนโท แบบว่าตอนเอ๊าะกว่านี้นิดก็มีบ้างมากินกับเพื่อนฟรั่งนี่ไม่ต้องเข้าคลาสละเพื่อนก็หดหายฮะๆถามถึงเพื่อนต่างชาติหน่ะหรอ เลิกเรียนก็แห่กันหลกลบ้านตั้งเตาเคาะตะหลิวทำครัวโน่น แบบว่าเน้นประหยัดหน่ะ คนที่หิ้วข้าวกล่องมาก็มีนะ แล้วมาอุ่นไมโครเวฟเอาที่นี่ก็มีให้บริการ (ที่เตาแอบมีอักษรเบรล์ลแปะไว้ด้วย) ว่าไปเราก็ห่อมากินบ่อยนะ แต่เดือนก่อนกล่องข้าวเราหายกับกระเป๋าเบนโตะคู่ใจ ก็ลืมตามเคยนั่นแหละแล้วยังไม่ได้หาของมาแทน
กิน เสร็จสรรพ ก้ไม่ได้อร่อยมากมาย งั้น ๆแบบกันตาย ก็รอเวลาไปหาหมอตรวจตาประจำเดือน เดินเตร่มาก่อนเวลานัดรถ ใช้เท้าเขี่ยหิมะเล่น แบบว่ามีกองเพียบ เมื่อวานหิมะตกกระหน่ำทั้งวัน ยืนๆ ก็มีละอองหิมะร่วงหล่นมาปะพรมบนใบหน้าพอชื่นใจ มาจากตรงกิ่งไม้หน่ะ หิมะอย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อย ไอ้แบบมีกึ่งหิมะกึ่งฝนแบบแฉะ ๆ นั่นไม่ไหวเปียก ๆ ไม่ชอบ
ถึงคลีนิค ทำไมมันแปลก ๆ แถมไอ้เราก็เมาท์ติดลม ก้าวลงจากรถ (ดันกระโดดลงมาตรงกองหิมะที่รถเค้าไถ่เป็นกองโตอีก) งงได้สองวิอ้อ นี่มันคลีนิกที่เก่า เค้าย้ายมาตั้งแต่ต้นปี นายคนขับก็เบลอพอ ๆ กันหันกลับไปเปิดประตู สงสัยนึกได้พอ ๆ กัน ซอรี่ใหญ่ แต่แหมน้ำเสียงกลั้วหัวเราะสุดแรง อะนะ ไม่เป็นไร
ถึงโรงหมอ ก็รอตรวจ วันนี้คุณหมอฝึกหัดคนใหม่อีกละ คนนี้แนวห้าว ๆ แต่อารมณ์ดีใช้ได้แบบว่าที่นี่เค้าจะมีหมออินเทิรนมารับรองก่อน ตรวทั่ว ๆไป เช่น ปิดตาโน้น เปิดตานี้ ชูนับนิ้ว อะไรประมาณนั้น มันก็ทำกันทุกครั้ง
อันนี้เป็นแบบนึก ให้อ่าน snillen chart ไอ้แบบที่มีตัวเลข ปิดตาไล่อ่านหน่ะก็อีกแบบ แต่ละเครื่องมือ แต่ละวิธีการก็ต่างกัน ทว่าขอนิดนะ ไอ้ที่ให้ดูชาร์ทหน่ะ
ไปกี่ที๊กี่ที ก็ไอ้เลขเดิม ๆ อยากบอก ว่าอ่านจนท่องได้แล้ว
พอคุณหมอตัวจริงมา ก็เปิดฉากบ่นเรื่องหิมะ อืมนะ ฝรั่งก็ไม่ชอบเนอะ อยากใส่แขนสั้นกันแล้ว เบื่อถุงเมือผ้าพันคอ ไอ้ถุงมือนี่เราก็เบื่อ มันชอบหาย หายไปข้าง อีกข้างก็ไม่รู้จะเอาไปทำไรดี ต้องซื้อใหม่เรื่อย ว่าไปพลันนึกถึงถุงเท้าซะนี่ สำหรับคนอื่นไม่รู้ แต่เราเป็น เวลาสั่งซักเครื่อง ตอนกลับมันมักหายไปข้างนึกเสมอ ไม่รักกันซะเล้ย ไม่ตกหล่นตามทาง ก็ค้างในถังซัก ไม่ก็ตู้ปั่นแห้ง พักหลังเลยต้องตรวจตราเป็นพิเศษ
ตรวจเสร็จ ก็ได้มาเริ่มเขียนนี่แหละ ว่าแล้วจบก่อนดีกว่า

Chat with broth: eat, eat, and eat

November 9, 2009

ตอนนี้กำลังคุยเอ็มกับปาล์มอยู่ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาปาล์มไปเที่ยวกับเพื่อนที่บางแสน เราก็เลยถามไปว่าได้กินอะไรบ้าง น้องพิมพ์ตอบมาว่า
“Bullet กินปลาหมึก กุ้ง หอยตลับ หอยแมลงพู่ หมูปิ้ง ลูกชิ้นสาหร่าย ลูกชิ้นปลา ใส้กรอกเล็กๆ เป็ปซี่ สไปร์ท ข้าวต้มทะเล ปลากรอบเล็กๆ ส้มตำปูม้า ไก่ย่าง ปลาช่อนนึ่งมะนาว
ปลาดุกฟู ยำปลาหมึก ขนมปังทาแยมสตอเบอรี่ เลย์ ฮานามิ มาม่าหมูสับ น้ำมะพร้าวน้ำหอม ส้มตำไทย
Bullet จำได้แค่เนี้ยะ”
ตอบได้แนวมาก เลยเอามาจดเก็บไว้เป็นที่ระทึก
แค่นี้ล่ะ ต้องไปนั่งเทียนเขียนรายงานต่อละ

เจ็บจี๊ด ๆ ที่ใจ

September 30, 2009

ถ้าดูจากหัวเรื่อง เราไม่ได้กำลังจะมาร้องเพลงอะไรนะ แต่ว่ามันเจ็บจิ๊ด ๆ จริง ๆ บริเวณ..เออ..เราคิดว่ากล้ามเนื้อหัวใจมั้ง เพิ่งเป็นเมื่อกี้เลยรีบเขียนก่อนลืม (ยิ่งความจำสั้น ๆ แถมยังขี้เกียจอีกต่างหาก)
เข้าเรื่องแล้วกัน เมื่อกี้อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกเจ็บบริเวณใต้หน้าอกด้านซ้าย ซึ่งเราก็เป็นแบบนี้นาน ๆ ครั้ง แต่ว่าจะเป็นแค่ระยะสั้น ๆ หนึ่งถึงสองนาที พยายามทำตัวยึด ๆ ผ่อนลมหายใจทีละน้อยแล้วก็หาย แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม พยายามทำแบบที่เคยครั้งก่อน ๆ แต่อาการก็ดูเหมือนไม่ทุเลา ต้องหายใจสั้น ๆ แบบถี่ ๆ เป็นแบบนี้ประมาณสิบกว่านาที ไม่ได้การ ยกหูโทรศัพท์กะเรียกรถไปส่งที่ศูนย์สุขภาของ ม. ตอนพูดก็ไม่เป็นสรรพ ขาด ๆ หาย ๆ แบบว่าลองคิดดูนะ ผ่อนลมหายใจได้ทีละสั้น ๆ ปลายสายก็งง วันนี้แอบเปิ้ลมาแปลก ตัดตอนมาที่แอบเปิ้ล
“ขอรถ..เออ..ได้ไหมคะ”
“กี่โมงล่ะ”
“เออ..ตอนนี้”
“…อีกสิบห้านาทีได้ไหม.
ช่วงนั้นมันจุกยังไงไม่รู้ ความคิดพลั่งพลูแต่พูดไม่ได้ อึกอัดๆ
“ว่าไง อีกสิบห้านาทีนะ”
“…เออ …” พูดไม่ออก มันหายใจไม่ทัน…
ฉับพลันทันใด เหมือนพระเจ้ามาโปรด อาการกลับมาสู่สภาพปกติ
“งั้นเดี๋ยวโทรกลับไปใหม่นะคะ”
รอดูอาการอีกแป๊บนึง ดีขึ้นจริง ๆแฮะ เอาละหว่า คราวนี้ต้องโทรไปขอโทษกับเจ้าหน้าที่จัดคิวรถ แต่ก็ไม่มีอะไรมาก Happy endding.
เรื่องนี้สอนให้รู้ถึงการที่หายใจติดขัดมันทรมาณจริง ๆ นะเนี่ย แล้วก็โรคภัยไม่เข้าใครออกใคร เพิ่งกินข้าวเสร็จนั่งเล่นดูทีวีอยู่ดี ๆ ซะงั้น
อยากรู้จริง ๆ เลยว่าเราเป็นอะไรเนี่ยแบบว่าอาการจี๊ด ๆ ใครรู้ช่วยตอบทีนะ

Final post: Blog assignment reflection

June 5, 2009

Finally it has come to the final entry of this blog assignment; I never continue writing or regularly upload my post before. Even though I own a blog, I always take an excuse that I have no time to update.) I wonder if I still continue writing (in such an academic style), is there anyone really visit my blog? Similarly, are there any classmates who would still write and update their web 2.0 posts? Despite the fact, I have to admit that from this blog assignment, I have learnt a lot, and it does change some of my attitudes toward bloggars and its community. Perhaps, I will turn back to my own blog and pay more attention on it. Below are some benefits and provoking ideas I get from this assignment.

Benefits of Blogging:

Learning from the real life
One unique characteristic of web 2.0 and the internet is to allow users to communicate exchange and interact among themselves, blogospere is likewise able to respond these human’s needs very well. From this point of view, I feel working on the blog is somehow different from a piece of paper or just on a PC. Blogospere mimics our lifestyle or even a small society that there are questions concerning human interaction and the internet or the web: Does the virtual world reflect on the real world, or the real world reflects on the virtual world instead? Even though what the answer is, I am certain that this tool brings our living and learning together here.

Real-life connection to writing is another point that makes blog become unique and interesting. Since blog was originated from daily journal or so-called “diary”, people tend to link their own experiences with their writings. Generally we, as a human beings, love to hear stories from other people; therefore, this writing style, that heavily mix with reality or author’s context, would catch an eye of audience rather than reading textbooks (which are usually dry and daunting.)

Huge/ready-to-hand references
Another reason that I like reading blogs is that there is a features to add or insert external sources for references. As pointing to the original sources, it makes that writing reliable. Readers can evaluate their thoughts more effectively while authors are able to validly prove their own arguments. The most important thing which makes blog different from a paper assignment is that those external sources can be reached at one click. (Although sometimes it is hard for me to view uploaded videos.)

Language learning
For me, as a foreign student, practice reading and writing is definitely a good thing, but working on blog is so much different from traditional assignments. First, I do not feel obliged to write such a formal language (Most classmates do write in an informal style.) Second, because of the casual way of writing, I can learn many speaking language which hardly appear on the text. Oftentimes I have to look up those terms either on the internet or my own dictionary.

Self-Reflection
Exploring own ideas and express it through writing is an effective way of learning since writing requires higher cognitive thinking and refining one’s thoughts; unlike speaking, a that may not need a lot of thinking efforts. Self-reflection provides us an opportunity to review what have happened (in the class or weekly readings). It let us think back and forth, and sometimes questioning ourselves about those topics; most of the time, I went back and search for more relevant information to prove my own thoughts, and then I posted on my blog.

Reflection from critical friend and others
Continuing from the previous session, I am always excited when I receive comments (although those are not so much). Although the comments do not agree with my own thoughts, I am happy that there is somebody who care to read and are willing to listen to my opinions. They help me think and look from different angles, practicing my thinking, process, and more importantly, they help to extend those ideas and refer me to various sources. Is this a power of collective knowledge and learning, such a fascinating feature!

Self-motivation
For the blog assignment, it allows us to not only able to exchange ideas through comments, but we also view this matching as a sort of self-motivation. I have often been motivated and thought that I should have regularly updated my blog because my friend has already posted. I would consider this is a positive because they rescue me from the late posting!

Technical aspects:

Strengths of using blog
Working on blog, we do not have to worry (or leas concern) about the lost of our paper. We can access our own writing anywhere (as far as there is the internet connection). Additionally, there is an archive for us to keep our postings as long as we want so that we can refer or make changes anytime. Another benefit is the convenience. It is easy to access or read our friends’ postings without password protection like OnCourse or other CMS systems. Nevertheless, there are some blogging sites that visitors who want to leave comments have to put an image verification code or captcha. This regretfully prevents me from leaving comments to some of my friends’ blogs and convinces me just to stay tune only for the same site.

Weaknesses of using blog
For the provider that I am using (WordPress), there is no insertion for comments, it would be nice to add this feature because this can make interaction between authors and readers be more social. Another barrier I found (and perhaps not only happen to the blog) is the user interface. Even though blog’s interface is comparatively easy to use, I found it confusing sometimes, particularly when they have developed their widgets or applications. I had to spend quite a long time, trying to familiarize myself. This is another problem that web developer has to consider.

Conclusion
It is such a good experience working on the blog for this assignment. I have learnt so many things even though I encountered some technical problems. I would definitely be happy to work on the similar assignment in the future.

Class 7: Millennials and Web 2.0 users

June 3, 2009

In the era of neo Millennium, the world has moved from analog to digital. Consequently, many

new technological devices have been developed and become integrated seemingly in our daily

lives. The lifestyle have been dominantly influenced by these
Innovations in which we believe that they can facilitate our way of living. We are now

surrounded by E and I, such as E-
Government, E-commerce, E-learning, I-pod, I-phone, I-calendar, and so on. We, therefore,

have to follow these technologies and tune ourselves to them.

The border line between the period before the years 2000 and the years after clearly

separate two generations: the old and the young, particularly in terms of digital literacy

skills (which is needed in the present days). The views towards technologies of these people

(the generational digital divide) are definitely different. The new media may be seen as

exotic, extraordinary things where the young (so-called “the net gen” may view these

innovations as ordinary and even banal (Herring,
2008). Due to this perspective, some adults feel separated or have no confident in using

these media, and sometimes even compare themselves with the net gen. Let’s take my dad as

example. A few years ago, I taught him to use the VOIP application. He took a note and when

we tried to chat everything was fine. Until the monitor turn on the screen saver mode, he

was so nervous and worried that he might have made something wrong.

In fact, even though these kids are comfortably using such digital device, it does not

guarantee that they have that level of digital proficiency (Oblinger, 2008). Therefore,

adults should stop exoticizing this net gen and view digital devices the same as other tools

in their period. Because the new media today will eventually become the normal things in the

near future!

References:
Herring, Susan C. (2008). Questioning the generational divide: Technological exoticism and

adult construction of online youth identity. In D. Buckingham (Ed.), Youth, identity, and

digital media (pp. 71-92). The John D. and Catherine T. MacArthur Foundation Series on

Digital Media and Learning. Cambridge, MA: Cambridge University Press.

http://www.mitpressjournals.org/doi/pdf/10.1162/dmal.9780262524834.071?cookieSet=1

Oblinger, D. G. (2008). Growing up with Google: What it means to education. Becta: Emerging

technologies for learning, 3, 10-29. Retrieved April 10, 2008, from

http://partners.becta.org.uk/upload-

dir/downloads/page_documents/research/emerging_technologies08_chapter1.pdf

Class 6: Online Tutorial-TAB Telephony

June 1, 2009

In this online tutorial paper, the TAB Telephony system will be the subject of teaching. This system is the Digital Talking Book Playback over a phone line. It has been developed by Thailand Association of the Blind (TAB) and been in service since 2005. The main purpose of the system is for persons with visual impairment to be able to easily and rapidly access the print materials without any valuable DTB playback machines or PCs. Apart from the visually impaired, elderly people are also beneficial from the service as well. To log in to the system, users only dial the system’s telephone numbers, and then select a catalog and book to listen. Leveraging the DAISY (Digital accessible information system) technology, users are allowed to control their listening; they can navigate inside the book freely, such as to move to the previous/next chapter or even the phase (of reading). In addition, the system can be customized, such as speed/volume adjustments. The books on the system are the books in DAISY format produced by the TAB library. The system is operated 24/7 and is freely available worldwide.

As briefly mentioned, visually impaired persons are the main target of this online tutorial. There are around 600,000blind people in Thailand (Komchatleuk, 2002). The service is not limited to only the member of the TAB library, it is open for any blind people nationwide. Currently, there are about 20,000 people who use the system.

The selected delivery method for the tutorial is podcast. This is because the primary audience is the visual impaired people who employ an auditory input as the main source of information; therefore, the audio means of communication would be the best option. They do not need to spend a lot of time navigating on the web in order to read instructions/explanation. In addition, most of the blind (especially who reside in Bangkok or in the big cities) regularly use some kind of MP3 players in their daily activities. In this way, they can listen to the tutorial while working on other activities or the instruction can be replayed anytime without turning on computers. Another reason that makes pod cast is more interesting than the static website is because it can insert audio media from the system as part of the instruction.

Below is an outline of the content of the online tutorial for using the TAB Telephony.
A. System’s overview
What is TAB TELEPHONY?
The operation and services
B. Steps to be taken
C. Basic commands

Here is a sample script of the podcast.
A. System’s overview
“Hello, welcome to the podcast that will guide you how to use the TAB Telephony. The TAB Telephony is a Digital Talking Book Playback over a phone line. The system was co-developed by Thai National Institute of the Blind (TNIB) and TOT Public Company Limited).”

B. Steps to be taken
“First, just dial 1414 from any telephone system. Then you will hear the welcome speech from the system. You can press “0” to change into English command or just hold the line for the Thai language. In case you want to leave any comment for the system developer, just press “9” and record your voice there. Next, the system will direct you to the main menu where you can choose to the following options: Press “1” for the TAB news, “2” for the newspapers and magazines, “3” for the DAISY books of the library, and “0” back to the welcome speech and option for switching languages.”

C. Basic commands
“After choosing the DAISY books, you can navigate or control your reading by pressing numbers on your telephone pad. Here are the commands for basic navigation control.
Press “1” to move to the first chapter
Press “2” to move to previous Chapter
Press “3” to move to previous page
Press “4” to move to previous phrase
Press “5” to play/pause
Press “6” to Move to next phrase
Press “8” to move to next Chapter
Press “0” to exit or change other books … You can change these reading modes anytime while listening.”

Reference:
KomChatLeuk. (December, 2nd, 2002). 423 p. 7.
http://www.thaiedresearch.org/thaied_news/index1.php?id=2008

My first Mashup!

May 30, 2009

Finally I have created my own first mashup,! It’s such a fun exercise and here is the site:
http://ella.slis.indiana.edu/~nansuwan/s603/mashup.html

Class 5 Mashups and Mapping Software

May 28, 2009

Today’s topic is the most frustrating part of this course module for me. On the other hand, it seems to be one of the most exciting parts for others. Understanding that it is such a challenging task to integrate many technologies (e.g. Google map, RSS feed, etc.) into one place, how about accessibility issues for this amazing technological mixture?

One of the most interesting features of the web 2.0 is the mix and match with rich multimedia. This type of 3d internet or virtual reality allows users to interact with applications easily and full of fun unlike the former generation of the internet. For users with visual impairment, however, this even creates barrier (to information access) for them. As a result, W3c has developed a suite of documents to ensure that this group of people will not be left out.

Accessible Rich Internet Applications (WAI- ARIA) syntax for making dynamic Web content and custom UI controls accessible. It is a stopgap and hopefully short-term solution, because accessibility is not an integral part of the widget. Rather, authors have to do quite some additional hacking to ensure that the widget type (checkbox, password field, et cetera) and widget state (checked, open, closed, et cetera) are properly exposed. This W3C’s WAI-ARIA Features Will Enable Accessible Dynamic Web Sites usable to people with disabilities
http://lists.w3.org/Archives/Public/w3c-wai-ig/2006JulSep/0247.html

For developers or information providers such as Google, although they are aware of these accessibility standards and guidelines
http://labs.google.com/accessible/overview.html
, many applications have not been fully implemented. Nonetheless, there are some groups of web developers are trying to improve features of these applications and share their expertise such as:
http://dev.opera.com/articles/view/keyboard-accessible-google-maps/

Hopefully in the future, there would be more accessible web applications for both content providers and regular consumers!